คนดีที่ชื่อ 'จูหลิง'


คนดีที่ชื่อ 'จูหลิง'

posted on 19 Aug 2009 22:56 by darkworldteam  in Hero
 
วันนี้ขอข้ามจากเรื่องสัตว์ ซึ่งว่ากันไปสองวันติดแล้ว มาเปลี่ยนเป็นเรื่องของคนกันบ้าง
ซึ่งคงเป็นการดีทั้งตัวผู้เขียนเอง และรวมถึงตัวผู้อ่านด้วย เพราะหากยังดันทุรังเขียนเรื่องสัตว์ต่อไป ไม่ใครสักคน คงคลานสี่ขา หรือขึ้นไปห้อยโหนบนต้นไม้เป็นแน่ – HA

เหตุที่วันนี้เขียนเรื่องคน แทนเรื่องสัตว์หรือป่านั้น เพราะว่าบังเอิญว่าเพิ่งทราบข่าวเรื่องหนึ่งช้าไป ถ้าเป็นภาษานักข่าว ก็คงเรียกว่า ‘ตกข่าว’
 
ข่าวที่ว่านี้ คือ กำหนดการเข้าฉายของภาพยนตร์เรื่อง ‘พลเมืองจูหลิง’ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า CITIZEN JULING (กำกับ : ผู้กำกับมานิต ศรีวานิชภูมิ, สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ)
 
 
พลเมืองจูหลิง เข้าฉายไปแล้วที่ HOUSE RCA ตั้งแต่เมื่อวันแม่ที่ผ่านมา – ไม่ รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทำไมถึงพลาด ทำไมถึงไม่ได้ยินข่าว มาถึงวันนี้ก็แทบไม่มีเวลากระดิกกระเดี้ยวไปไหนแล้ว งานที่ไม่ถึงกับท่วมหัวนัก แต่ต้องเตรียมการเข้าป่าจนถึง 1 กันยา ทำให้ตอนนี้อย่าว่าแต่ดูหนังเลย แค่แวะร้านหนังสือยังไม่กล้า
 
ไม่รู้ว่ากลับมา 1 ก.ย. หนังจะลาโรงไปหรือยัง

ถ้าพลาดก็คงต้องรอ DVD ซึ่งผมไม่กล้าฟันธงตามคนอื่นที่ไปดูมาหรอกว่าเป็นหนังดีที่คนไทยควรดู เพราะสิบปากว่ามันไม่เท่าตาเห็น แต่อย่างไรเสียเท่าที่อ่านเนื้อเรื่องย่อ ก็คิดว่าควรเสียเงินไปดูสักหน่อย อย่างน้อยนี่ก็คือสารคดีที่บันทึกเหตุการณ์หนึ่งที่สะเทือนใจคนไทยอย่างมาก แม้อาจจะมีหลงลืมไปบ้างเป็นครั้งคราว แต่เชื่อเถอะว่าเอ่ยชื่อ ‘จูหลิง ปงกันมูล’ ขึ้นมาอย่างไรก็ต้องร้อง อ่อ... (อย่าง น้อยผู้เขียนก็เคยมาแล้วในวงเหล้า จากเฮฮา กลายเป็นเศร้า จากเศร้ากลายเป็นเครียด จากเครียดก็เกือบจะตีกันเพราะขั้วความคิดขัดแย้ง โชคดีที่ใครคนหนึ่งระงับโทสะเพื่อนด้วยการขอชนแก้ว เหตุการณ์จึงผ่านไปได้ด้วยดี - HA)
 
ก่อนจะว่ากันต่อไป มาดูประวัติและเหตุการณ์คร่าวๆ ที่เกิดขึ้นขณะที่ครูจูหลิง ยังมีชีวิตอยู่กันก่อน
นางสาว จูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย (มีนาคม พ.ศ. 2522 - 8 มกราคม พ.ศ. 2550) ผู้ช่วยครูโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ผู้ถูกจับเป็นตัวประกันไปคุมขังไว้ในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใกล้มัสยิด ประจำหมู่บ้าน และถูกรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 เจ้าหน้าที่สามารถช่วยครูจูหลิงได้และนำตัวส่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันต่อมา เนื่องจากเธอถูกตีจนสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
จูหลิงเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถพิเศษในการวาดภาพ เมื่อ พ.ศ. 2545 จูหลิงเป็นหนึ่งในสิบจิตรกรที่ร่วมวาดภาพในหนังสือชุด "ทศชาติแห่งพระบารมี" นำเสนอเรื่องราวของมหาชาดกทศบารมี ที่แสดงให้เห็นถึงพระบารมี 10 ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียร ก่อนที่จะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จัดทำโดยกระทรวงยุติธรรม เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุ 4 รอบ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ. 2546
จูหลิงมีปณิธานที่จะรับใช้สังคมและชาติด้วยอาชีพครู เธอจึงเรียนต่อในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิตเพิ่มอีก 1 ปี สมัครสอบบรรจุครูได้เป็นอันดับหนึ่งและเลือกจะเป็นครูในภาคใต้ โดยให้เหตุผลว่า "อยากช่วยเด็กๆ ที่ใต้เพราะทุกวันนี้พื้นที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้หาครูได้ยากเต็มที" และได้บรรจุเป็นครูสอนวิชาศิลปะของโรงเรียนกูจิงรือปะ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548
ครูจูหลิงได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2550 ด้วยสาเหตุอวัยวะภายในล้มเหลวเฉียบพลัน หลังจากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ 8 เดือน (ตัดตอนมาจาก จูหลิง ปงกำมูล วิกิพีเดีย)
 
จำได้ว่า ในช่วงแรกที่ทราบข่าวจูหลิง ผมถึงกับอึ้งไปชั่วขณะกับความมุ่งมั่นของเธอ น้อยคนนักที่จะอยากลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวลานั้น ถ้าไม่ใช่นักข่าวที่ต้องประจำยังศูนย์ข่าวอิศรา หรือทหารหาญผู้ต้องจากบ้านเกิดไปทำหน้าที่ที่ไม่อาจพาชีวิตกลับมาได้อีก

และยิ่งวันนี้ ได้กลับมาอ่านเรื่องราวซ้ำ น้ำตาก็เกือบจะไหลออกมาดั่งธารธารา ประโยคที่บอกว่า "อยากช่วยเด็กๆ ที่ใต้เพราะทุกวันนี้พื้นที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้หาครูได้ยากเต็มที"
 
ไม่มีคำใดจะสาธยายบทนี้ได้เท่าตัวครูจูหลิงเอง

ผมไม่ขอพูดถึงประเด็นเรื่องปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และยากต่อการทำความเข้าใจ (แม้ว่าตัวผมเองจะเป็นคนที่เกิดและเติบโตในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ก็ตามที แต่ก็มีหลายเรื่องที่ผมยังไม่เข้าใจ ว่าทำไม เพราะอะไร)
 
เพราะที่อยากเอ่ยถึงจริงๆ ก็คือเรื่องราวของครูจูหลิงมากกว่า

ย้อนกลับไปก่อนหน้า ผมเขียนไว้ว่า ผมไม่กล้าฟันธงว่าเป็นหนังดีที่ควรไทยคนดูหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ถ้ามีเวลา มีโอกาส และเงินในกระเป๋าอำนวย ก็ไปดูกันเถอะครับ (ไม่ว่าหนังจะดีหรือไม่ดีก็ตาม) 

เพราะส่วนตัวแล้ว คิดว่าสารคดีเรื่องนี้ คงน่าจะบอกอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นับตั้งแต่ช่วงท้ายของรัฐบาลทักษิณ อีกทั้งโดยส่วนตัวแล้ว คิดว่านอกจากประเด็นการรำลึกถึงครูจูหลิง การไปชมก็ถือเป็นการให้กำลังใจผู้สร้างหนัง นานๆ ทีนะครับ ที่ภาพยนตร์สารคดีที่อิงเรื่องราวทางการเมืองจะผ่านระบบเซ็นเซอร์ออกมามาฉาย ได้ (แม้จะแค่ที่ HOUSE ทีเดียวก็ตามที)

ผมคงกล่าวอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากอยู่ในฐานะของผู้ที่ยังไม่ได้ชม นอกจากการไว้อาลัยอย่างเป็นทางการอีกครั้งต่อการจากไปของครู

หลับให้สงบนะครับครู คนไทยยังไม่มีใครลืมเรื่องของครู และเราก็พร้อมจะสานต่อปณิธานที่ครูได้มอบไว้
 
.....................................

ควรอ่านเพิ่มเติม

ประวัติครูจูหลิงจาก วิกิพีเดีย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5
เนื้อเรื่องย่อ http://www.nangdee.com/title/html/m1967.html




http://darkworldteam.exteen.com/20090819/entry