จำได้ไหม 8 ม.ค. 2550 คุณกำลังทำอะไรกันอยู่ ... ?


ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 
ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2552
(คอลัมน์ Let's Talk  อัคร เกียรติอาจิณ , ภาพ:พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ)




ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ







          ไกรศักดิ์ถ้าไม่ใช่คนลืมอะไรง่ายๆ แน่นอน...วันนั้นคือ วันที่หลายคนเสียน้ำตาแห่งความโศกเศร้าให้กับการจากไปของครูนักสู้ผู้เสีย สละ “จูหลิง ปงกันมูล” สาวเชียงรายที่เดินทางไปใช้ชีวิตในชายแดนใต้ หลังต้องนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราราว 8 เดือน จากเหตุถูกรุมทุบตีอย่างโหดเหี้ยม ณ บ้านกูจิงลือปะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อ 19 พ.ค. 2549

          ครูจูหลิงจากไปแล้ว 2 ปี แต่คนร้าย (ตัวจริง ไม่ใช่แพะ) ยังจับตัวไม่ได้ ที่สำคัญกว่านั้น ไฟใต้ก็ยังไม่ดับมอดลง เรื่องราวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นข่าวด่วนรายวันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ... ?

          “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” “มานิต ศรีวานิชภูมิ” และ “สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์” นักเคลื่อนไหวทางสังคมและศิลปินมีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศพื้นที่ หลังวันที่ครูจูหลิงเจอกับโศกนาฏกรรม

          ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นอยู่ ทั้งสามกลับพบหลายๆ ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งทางความคิดและเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่จะช่วยให้คนไทยคลาย ความสงสัยต่อสถานการณ์ และพวกเขาก็นำเรื่องราวเหล่านั้นมานำเสนอผ่านภาพยนตร์สารคดี “พลเมืองจูหลิง”

          ภาพโปสเตอร์ที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าอึมครึม ภายในประดับด้วยธงชาติไทยขาดวิ่น แรงลมทำให้มันปลิวไสว ท้าทายดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงประกาย

          กล้องดิจิตอล ไมโครโฟน คนเดินเรื่อง และผู้กำกับ นี่คือองค์ประกอบหลักของการทำงานครั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนน่าหวาดหวั่น เสียงสวดพระคัมภีร์ดังแว่วมาจากมัสยิดประจำหมู่บ้าน นำทางให้ทั้งสามเข้าใกล้กับดินแดนปริศนา และพวกเขาก็พบกับคำตอบอันชัดแจ้ง


          สมานรัชฎ์ : “มันเหมือนเป็นการทำงานแบบกองโจรก็ว่าได้นะ (หัวเราะ) และเราก็มีกันแค่ 3 คนจริงๆ มานิตเป็นตากล้อง พี่เป็นคนถือไมค์และดูเรื่องซาวด์ ส่วนอาจารย์โต้ง (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ) อยู่หน้ากล้อง โปรเจกต์นี้มันเกิดขึ้นได้เพราะข่าวครูจูหลิงโดนทำร้าย ประจวบเหมาะกับอาจารย์โต้ง ก็ช่วยหาเงินไปช่วยเหลือ โดยจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ พี่กับมานิตก็ไปดูงาน พี่อินกับความรักชาติของครูจูหลิงมาก ก็กลับมาตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับครูจูหลิงทำไมมันจับใจคนไทยจัง เลยปิ๊งไอเดียอยากทำเรื่องนี้ ตอนนั้นพี่คิดแค่อยากให้ครูจูหลิงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยกับคนใต้ให้ รู้สึกดีๆ ต่อกัน อยากให้เป็นสะพานที่เชื่อมคนไทยทั้งประเทศกับ 3 สถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งเป็นอะไรที่ยากสำหรับการทำหนังอยู่แล้ว และพี่ก็ไม่อยากให้มันเป็นแค่ข่าวรายวัน เดี๋ยวยิงกัน เดี๋ยววางระเบิด ตายกี่ศพแล้ว พี่ว่ามันคือข้อเท็จจริงด้านเดียว แต่หนังเรื่องนี้ยังมีอะไรอีกเยอะแยะ โดยที่เรารู้จากปากชาวบ้าน ไม่ได้ใส่ความเห็นใดๆ เลย”

          ไม่เพียงแค่เป็นการทำงานด้วยคนจำนวนน้อยนิดหยิบมือเดียว แต่ยังหมายรวมว่ามันคือหนังที่เดินเรื่องโดยปราศจากบท พระเอกหล่อ นางเอกสวย มุมกล้องสวย หรือฉากจัดวาง พลเมืองจูหลิง สร้างเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2551 หนังความยาว 3 ชั่วโมง 42 นาที เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังนานาชาติโทรอนโต ประเทศแคนาดา ต่อที่เทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพฯ คว้ารางวัลหนังแห่งปี นิตยสารไบโอสโคป และปีนี้ถูกรับเลือกจากเทศกาลหนังกรุงเบอร์ลิน 2009 ประเทศเยอรมนี

          มานิต : “ผมว่าความยาวไม่น่าจะมีปัญหาอะไร กระบวนการตัดต่อมันทำอย่างกระชับมาก เรื่องมันมาเร็วไปเร็ว คนดูจะไม่รู้สึกเบื่อ แต่คุณต้องคอยตามเรื่องตลอด และต้องมีสมาธิ ตามไปกับตัวละครกับเหตุการณ์ เพราะหนังไม่มีคำอธิบายใดๆ ไม่มีเสียง ภาพจะเป็นตัวเล่าเรื่องทั้งหมด คนดูกำลังเป็นผู้สังเกตการณ์ หนังเรื่องนี้ทำเพื่อคนไทย โดยคนไทยทำ บางทีก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมาย ฝรั่งก็มองในสายตาเขา มันคือคนละภาพกับที่เขาเคยเห็น และมันก็ไม่ใช่หนังโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีเจตนาโจมตีฝ่ายไหน เพราะสิ่งที่อยู่ในหนังมันคือ ข้อเท็จจริง”

          หนังเรื่องนี้ข้นคลั่กและจริงจัง ครูจูหลิงเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ความขัดแย้งทางความคิดกลายเป็นประเด็นที่ผู้กำกับไม่รอมชอมกับสิ่งที่เกิด ขึ้น นัยสำคัญและสารัตถะที่อยู่ภายใน ทำให้หนังนอกกระแสฟอร์มเล็กนี้ข้ามพ้นข้อจำกัดนานาประการได้

          สมานรัชฎ์ : “เรื่องนี้มันท้าทายพี่อย่างหนึ่งคือความเหนื่อย เราถ่ายกันแบบไม่มีวันหยุดเลย เวลาลงพื้นที่แล้วเราไม่รู้หรอกจะเจออะไรบ้าง สิ่งที่เราทำได้ดีสุด ต้องเป็นไปตามสถานการณ์ แค่ไปถึงสนามบินหาดใหญ่ เราถือกล้องคนก็มองกันใหญ่แล้ว จำได้ว่าตอนนั้นการเมืองไทยเครียดมาก แต่เราโชคดีที่ไปกับอาจารย์โต้ง เพราะแกก็คลุกคลีกับเรื่องนี้มาก่อน ถ้ามีแค่พี่กับมานิตคงไม่ได้ข้อมูลแน่ๆ ชาวบ้านคงไม่ยอมมานั่งคุย เพราะที่นั่นเริ่มมีปัญหาความไว้ใจเกิดขึ้น แล้วคุณเป็นใครกันล่ะ ขนาดนักข่าวเองชาวบ้านก็ไม่กล้าคุย ทุกอย่างต้องพลาดไม่ได้ พลาดคือพลาด ไม่สามารถจะขอถ่ายอีกรอบได้ ไม่เหมือนหนังที่เซตกัน พูดผิดสั่งเทก แต่นี่คือชาวบ้าน เทกไม่ได้ ต้องปล่อยไปตามสถานการณ์ แค่แวะถ่ายโลเกชัน หรือป้ายต่างๆ ตามริมถนน คนขับรถจะบอกว่าให้ไวๆ หรือตกเย็น 4 โมง เราก็ต้องกลับหาดใหญ่”

          สมานรัชฎ์ /มานิต มานิต : “กลัวไหม...ผมว่าไม่มีความรู้สึกนั้นในสมองนะ แต่ที่เราทำได้คือต้องระวังมากกว่า มันกลัวไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้มันชัดเจนอยู่แล้ว ผมมีคำถามให้ตัวเองว่าถ้าเรากลัว แล้วชาวบ้านละเขาอยู่ยังไง เราไปไม่กี่วัน แต่ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตที่นั่นอีกนาน พอคิดอย่างนี้ความกลัวมันก็เลยไม่มี อย่างตอนไปคุยกับพี่ทนายความคนหนึ่ง เขาก็บอกว่าถ้ากลัวแล้วใครจะมาทำล่ะ ผมว่าคนที่นั่นลำบากมาก ทั้งในแง่ของรัฐบาลกับคนที่ก่อการร้าย โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง สรุปไม่มีใครไว้ใจได้เลย ความกลัวมันจึงเหมือนอยู่ในอากาศ มันอยู่รายรอบตัวไปหมด จนไม่รู้สึกกลัวแล้ว และข้อจำกัดของผมในฐานะเป็นตากล้องคือไม่สามารถถ่ายซ้ำได้ ถึงปุ๊บก็ถ่ายปั๊บ ถ่ายเสร็จก็ไปต่อ ไม่มีเวลาอ้อยอิ่ง ต้องเก็บภาพให้เยอะที่สุด เรา 3 คนต้องเข้าขากัน แค่มองตารู้เลย”

          ไกรศักดิ์ : “ในหนังเรื่องนี้ผมก็แค่เป็นตัวของตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ เท่านั้นจริงๆ ครับ (ยิ้มๆ) ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้าง แต่ผมรู้อยู่อย่างว่านี่คือเรื่องจริงที่ท้าทายคนไทยมาก รับได้ไหมก็อีกเรื่องหนึ่งนะ และผมก็รู้ว่านี่คือการทำหน้าที่ในฐานะเสรีชน เราไม่ได้ตีกรอบว่าจะต้องให้มันออกมาทางใดทางหนึ่ง ชักจูงประชาชน หรือแบ่งข้างแบ่งฝ่าย เพราะนั่นมันคือการทำงานแบบมีข้อจำกัดที่คนอื่นพยายามทำกัน ส่วนมันจะช่วยคลี่คลายความสงสัยคนไทยที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะหลังจากที่ดูหนังจบ หลายคนอาจยังยึดติดกับการรับรู้จากสื่อเดิมๆ ต่อ”

          แม้จะมีเนื้อหาค่อนข้างหมิ่นเหม่ในหลายๆ ประเด็น แต่พลเมืองจูหลิง ผ่านเซ็นเซอร์แบบฉลุย

          สมานรัชฎ์ : “แปลกใจมาก...ก คะ (ยิ้มมีเลศนัย) แต่ก่อนพี่ว่าเซ็นเซอร์บ้านเราจะไม่มองแบบนี้ ถ้ายังใช้มาตรฐานเก่าคงไม่ผ่าน วันที่ไปกองเซ็นเซอร์พี่ก็กรอกข้อความที่เจ้าหน้าที่นำมาให้ ในนั้นก็ถามว่าเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง การเมืองมีไหม ศาสนามีไหม ความรุนแรงมีไหม ทหารมีไหม มีข้อมูลความมั่นคงของชาติหรือเปล่า สรุปพี่ต้องติ๊กถูกทุกช่อง คิดในใจคงไม่รอดแน่เรา แต่สุดท้ายก็ผ่านจนได้”

          มานิต : “เพื่อนหลายๆ คนในวงการ ก็ไม่คิดว่ามันจะผ่าน ยิ่งเป็นหนังการเมืองด้วย มันยากมากครับ แล้วหนังเรื่องนี้ก็พูดอย่างตรงไปตรงมา วิพากษ์วิจารณ์แบบตรงไปตรงมา ก็ต้องขอบคุณเซ็นเซอร์นะครับที่ใจกว้าง โดยมองเจตนารมณ์ที่เรากำลังทำอยู่ว่ามากกว่า ผมหวังว่าระบบเซ็นเซอร์ที่มีต่อหนังเรื่องนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดี ต่อไป เหมือนกับที่ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนทำหนังคนอื่นๆ ที่กล้าจะนำการเมืองมาเล่าโดยไม่ต้องกลัวโดนแบนอีกต่อไป”

          ไกรศักดิ์ : “ผมว่าเขาคงคิดว่าหนังมันยาว จนคนคงไม่อยากดูกันมั้ง เขาก็เลยให้ผ่าน (หัวเราะเอิ๊กอ๊าก) จริงๆ ผมว่าถ้าคนได้ดูแล้วจะรู้ว่าหนังมันพูดอะไรมากกว่าการเมือง มันลึกกว่าการนั่งอยู่ในสภาด้วยซ้ำ เพราะนักการเมืองต้องพยายามโน้มน้าวใจประชาชนให้เชื่อในสิ่งที่เขากำลังคิด อยู่ แต่หนังเรื่องนี้มันคือเรื่องจริงจากปากชาวบ้าน ไม่ได้อาศัยเทคนิคการตัดต่อภาพและเสียงเพื่อให้ออกมาดูดี นี่ละคือเจตนารมณ์ที่ดีๆ ของหนังเรื่องนี้”

          สำหรับ ไกรศักดิ์ มานิต และสมานรัชฎ์ เคยผ่านการทำหนังมาบ้างประปราย อาจจะไม่ใช่หนังที่จับกลุ่มคนดูในวงกว้าง แต่กลับได้รับการจับตามองในฐานะสื่อสะท้อนสังคม อย่างเช่น “Just Games” หนังการเมืองพฤษภาทมิฬของไกรศักดิ์ ขณะที่มานิตมีหนังสั้นทดลองและวิดีโออาร์ต เช่น “อุกาบาต” “ดินแดนแห่งเสียงหัวเราะ” “เวลาที่ผ่านไป” ส่วนสมานรัชฎ์ดูเหมือนจะคลุกคลีกับเส้นทางนี้มากกว่าใคร เธอโด่งดังจากผลงานสุดอื้อฉาว “คนกราบหมา” (5 ปีก่อน) หลังถูกแบนห้ามฉาย รวมทั้งสารคดีเสียดสี ได้แก่ “Thailand for Sale” “Green Menace : The Untold Story of Golf” “Casino Cambodia” จนมาถึง “พลเมืองจูหลิง” นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสามโคจรมาร่วมงานกัน

          เพื่อประสานสร้างหนัง (ตีแผ่) การเมืองและสังคมไทย ผ่านชีวิตของผู้หญิงที่น่านับถืออย่าง ครูจูหลิง ปงกันมูล ซึ่งออกฉายแล้ววันนี้ที่โรงหนังเฮ้าส์ อาร์ซีเอ