พลเมืองจูหลิง : Citizen Juling

For ENGLISH please scroll down


ด้วยรักในชาติ ศาสน์ กษัตริย์



เรื่องย่อ

จูหลิง ปงกันมูล หญิงสาวชาวพุทธจากเชียงราย ครูสอนศิลปะช่างฝัน ผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ความรักในแผ่นดินและเพื่อนมนุษย์ นอนจมกองเลือดท่ามกลางของเล่นที่ตกกระจายบนพื้นโรงเรียนอนุบาลประจำหมู่บ้านมุสลิมเล็กๆในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องโหดร้ายนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?
พลเมืองจูหลิง ไม่ได้เป็นเพียงการสืบสวนเหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้เท่านั้น สารคดีไม่ธรรมดาเรื่องนี้ พาเราขึ้นเหนือล่องใต้ลงลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของความเป็นไทย ซึ่งบางครั้ง อาจแปลกประหลาดเกินความคาดหมาย ตั้งแต่ฉากแรกที่ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙  ท่ามกลางพลเมืองที่จงรักภักดีและปลื้มปีติ ถึงฉากสุดท้าย ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองรถถังและทหารที่ทำการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน  โดยไม่ได้คาดหมาย การถ่ายทำ พลเมืองจูหลิง ได้กลายเป็นการบันทึกบรรยากาศของสี่เดือนสุดท้ายภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

ในบริบทของข้อจำกัด
เนื่องในทั้งความยาวและหัวข้อที่สุดขีดพอสมควร พลเมืองจูหลิงจึงเป็นภาพยนตร์ที่เข้มข้นและเรียกร้องค่อนข้างมากจากคนดู อย่างไรก็ดี หลังจากสี่ปีและสามพันกว่าศพ กลับมีหนังเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวที่เล่าเรื่องของความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ เราคิดว่าเรามีเหตุผลที่ดีในการผลิตหนังที่ท้าทายถึงเพียงนี้  พลเมืองจูหลิง อาจจะยาวและหนักหน่วง แต่ไม่น่าเบื่อแน่นอน
หากว่า ตัดต่อตามธรรมเนียมหลักแบบรายงานข่าวพิเศษ เราย่อมได้หนังที่สั้นกว่ามาก โดยการบอกเล่ามากขึ้นและแสดงให้ดูเอาเองน้อยลง วิธีนี้ ซึ่งเป็นตำหรับที่ข้าพเจ้าในฐานะอดีตนักข่าวเคยชิน เป็นวิธีที่ใช้ได้ดีสำหรับสารคดีสืบสวนข้อเท็จจริงที่ต้องเผยแพร่ข้อมูลซับ ซ้อนจำนวนมาก แต่ในเมื่อโจทย์หลักของเราในการทำหนังเรื่องนี้คือ ทำอย่างไรที่จะสอดใส่เลือดเนื้อและใบหน้าให้กับประเด็นที่คนไทยส่วนใหญ่ยัง ไม่มีความรู้สึกร่วมว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนจริงๆ ในกรณีนี้ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่คนพูด แต่วิธีการพูด วิธีการมองโลก คือสิ่งที่คนเหล่านั้นเป็น เราต้องการอนุมัติให้ทุกคนได้เป็นตัวเองจริงๆอย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะจำกัดความเขา ไล่ต้อนและแปะป้ายเขา ด้วยประโยคสั้นๆที่เราจงใจหยิบยกมา เพื่อบังคับให้เขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนมุมมองเฉพาะเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถจะตัดฉากเสื้อเหลืองท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองวันครบรอบ 60 ปี ของการครองราชย์ของในหลวง และทดแทนทั้งหมดนั้นด้วยคำพูด ไม่ว่าจะเป็นเสียงบรรยายที่คอยบอกเล่าอธิบาย หรือเป็นตัวหนังสือ เป็นต้นว่า: “ประชาชนไทยมีความจงรักภักดีอย่างเปี่ยมล้นต่อพระเจ้าแผ่นดิน
แต่สถานการณ์ในเมืองไทยนั้นมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน ในขณะที่อุดมการณ์ศักดิ์สิทธิ์อันว่าด้วย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นพื้นฐานของความรู้สึกเป็นชาติของคนไทย และเสาหลักแห่งสังคมไทยทั้งสามนี้ คือสันหลังของประสบการณ์ของความเป็นไทย เรากลับไม่สามารถพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในวัฒนธรรมภาพยนตร์ของเรา ไม่นานมานี้ ถึงกับมีความเพียรพยายามผลักดันโดยคนกลุ่มหนึ่งที่จะบ่งชัดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง (แล้วจะเหลืออะไรเป็นแรงบันดาลใจ? สรุปคือจงก้มหน้าทำแต่หนังที่ไม่สะท้อนชีวิตจริงของคนไทยต่อไป)
หากว่าสามเสาหลักนี้คือรากฐานของจิตวิญญาณของเรา ข้อห้ามในลักษณะนี้ย่อมหมายความว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะสำรวจตรวจสอบจิตวิญญาณของตัวเราเอง ถ้าเป็นเช่นนั้น คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า: เราจะรู้จักตัวเองได้อย่างไร เราจะเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง เป็นระบบประชาธิปไตยที่มีความหมายอย่างแท้จริงได้อย่างไร หากว่าเราไม่ได้รับอนุญาตให้ทำความรู้จักกับตัวเราเอง?
ในเมื่อกฎหมายควบคุมสื่อภาพยนตร์ของเรานั้น ทำให้ชีวิตของนักทำหนังชาวไทยต้องยากลำบากและเต็มไปด้วยความอึกอัดใจ อย่าว่าแต่หนังที่ต้องการศึกษาประเด็นเหล่านี้โดยตรงอย่างพลเมืองจูหลิงแต่หนังไทยทุกเรื่องที่พยายามสะท้อนสังคมไทย ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงสิ่งที่เป็นกระดูกสันหลัง เป็นโลหิตของวัฒนธรรมเราทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยปริยายและโดยบังเอิญ ภาพยนตร์ไทยจึงถูกล้อมรอบตลอดเวลาด้วยสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ไปเสียทั้งสิ้น
ในฐานะที่เราเป็นภาพยนตร์สารคดี ที่ถ่ายทำจากชีวิตจริง และดำเนินการเล่าเรื่องโดยปราศจากการปรุงแต่ง เราก็ได้แต่หวังว่าพลเมืองจูหลิง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างเห็นได้ชัด จะมีโอกาสผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปสู่สายตาของสาธารณชน มากกว่าภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องแต่งขึ้นมา
การตัดสินใจของเราทุกขั้นตอนที่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มีพื้นฐานที่สามารถชี้แจงได้ด้วยเหตุผลในศาล (หากว่าการต่อสู้ของเราจะต้องดำเนินไปถึงจุดนั้น) และน่าสนใจที่การทำหนังแบบเปลือยเปล่า ไร้การแต่งเติมเสริมสีสัน (มินิมาลิสต์) ของเรา กลับบังคับให้เราต้องทำหนังที่ยาวเกือบเท่า วิมานลอย
การเล่าเรื่องดำเนินด้วยสิ่งที่ถ่ายมาเท่านั้น โดยไม่อาศัยเผด็จการอันจำกัดความคิดของคำบรรยาย ไม่มีการสั่งสอนผู้ชมว่าเขาควรคิดอย่างไร เราเพียงแต่พาเขาเดินทางไปกับเรา เขาจะสรุปอย่างไรเป็นเรื่องของเขา และขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางความคิดของเขา ไม่ใช่ของเราสามคน
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราพบว่าในการฉายให้คนดูเพื่อทดสอบปฎิกิริยาของคนหลายๆพื้นฐาน ผู้คนมีอาการตอบรับที่แตกต่างกันอย่างมากจนไม่น่าเชื่อ โดยที่ปฎิกิริยานั้นๆขึ้นอยู่กับการมองสังคมไทยของคนผู้นั้น
ยกตัวอย่างเช่น กับฉากแรก คือฉากเสื้อเหลือง บางคน (ทั้งไทยและต่างชาติ) รู้สึกซาปซึ้งที่ได้เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ที่ประชาชนไทยมีต่อในหลวง และปลื้มใจที่ได้เห็นแผ่นดินที่เปี่ยมด้วยพสกนิกรที่เต็มไปด้วยความผาสุข แต่บางคนกลับรู้สึกอึกอัดและไม่สบายใจ โดยเห็นว่าคนไทยมีอาการบ้าคลั่งจนน่ากลัว และพึ่งพาในหลวงมากเกินไปจนไม่ยอมพึ่งพาตนเอง ส่วนคนอีกจำนวนไม่น้อยกลับเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อรักชาติของไทย และผู้กำกับทั้งสามบูชาลักธิกษัตริย์นิยมอย่างไร้เหตุผล ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยตั้งใจให้หนังของเราเป็นสักอย่างเดียวที่คนเหล่านี้คิด เพราะเราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาจากทฤษฎี เราเพียงแต่บันทึกสิ่งที่เป็นอยู่รอบตัวเรา  

หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มันเป็น เพราะว่าเราเป็นสิ่งที่เราเป็น เท่านั้นเอง
ด้วยเหตุผลเดียวกัน เราไม่ใส่สีเติมแต่งหนังด้วยดนตรี ยกเว้นเพลงลูกทุ่งยอดนิยมเพลงเดียวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับครูจูหลิงโดยตรง ซึ่งเราใช้ในสัดส่วนเฉพาะของมันเอง ด้วยเนื้อหาที่เป็นส่วนหนึ่งของหัวข้อ ราวกับว่ามันเป็นบทสัมภาษณ์บทหนึ่งที่บังเอิญร้องออกมาเป็นเพลง
นอกเหนือจากนี้ ดนตรีทุกพยางค์ที่ผู้ชมได้ยินในหนังล้วนมาจากเสียงที่บันทึกเข้ามาในขณะที่ถ่ายทำฉากนั้นทั้งสิ้น ตัวอย่างคือ เสียงเพลงบรรเลงที่มีลักษณะซาปซึ้งที่เราได้ยินในฉากเสื้อเหลืองนั้น มีอยู่จริงในเทปดิบต้นฉบับ มันคือดนตรีที่ทางการต้องการเปิดให้เราฟังในสถานที่นั้นในเวลานั้น เช่นเดียวกัน เพลงสวนสนามที่เราได้ยินในฉากไฟเฉลิมฉลอง (ซึ่งข้าพเจ้าถ่ายทำด้วยสายตาของตัวเองในวัยเด็ก ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เมื่อพ่อแม่จับนั่งรถพาไปดูไฟวันเฉลิม) เป็นดนตรีที่กำลังเล่นซ้ำๆประกอบการแสดงน้ำพุที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ข้าพเจ้าเพียงแต่ใส่เข้าไปซ้ำๆเท่าที่มี จนจบฉากนั้น (ถ้าตั้งใจฟังจะได้ยินเสียงน้ำพุ) ด้วยว่ามันคือดนตรีที่รัฐบาลต้องการให้เราได้ยินระหว่างที่เราเที่ยวชมไฟ มันไม่ใช่ดนตรีประกอบที่ข้าพเจ้าเลือกเองตามรสนิยมหรือการยัดเยียดทางความ คิดของตัวเอง นี่คือสิ่งที่เราเป็น หรือสิ่งที่เราควรจะเป็น
นอกจากนั้น ฉากเสื้อเหลืองเป็นฉากที่ให้บริบทต่อเหตุการณ์ทำร้ายครูจูหลิง ซึ่งเป็นข่าวพาดหัวในเวลาเดียวกัน ฉากนี้คือบริบทของหนัง ทั้งในวัฒนธรรม สถานที่ และเวลา ทั้งในอารมณ์ความรู้สึกของคนไทย และในความเป็นจริงทางข่าวสาร
นอกจากจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทางกฏหมาย โดยส่วนตัวข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบพึ่งพาดนตรีในการทำหนังอยู่แล้ว บางครั้ง ข้าพเจ้าถึงกับเอาเสียงออกจนหมดสิ้น เช่น ในห้องเปื้อนเลือด’; ในไอชียูครั้งแรกที่เราเห็นครูจูหลิง ;  ตอนท้ายของการพาชมโรงเรียนของท่าน สว. ฟะห์รุดิน ฯลฯ ข้าพเจ้าพึงใจความเงียบมากกว่าดนตรีประกอบ ไม่ใช่เพียงเพราะว่าไม่มีปัญญาหางบมาเช่าซื้อดนตรีในฝันเท่านั้น แต่ข้าพเจ้าอยากให้ผู้ชมตั้งใจดู ดูจริงๆด้วยตา - เมื่อโสตรสัมผัสด้วยเสียงของเขาถูกตัดออกไป
ในหมู่บ้านที่ครูจูหลิงถูกทำร้าย ในฉากที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อเล่นว่าราโชมอนอันหมายถึงฉากที่ชาวบ้านมาชุมนุมที่มัสยิดและเล่าถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เมื่อรองผู้ใหญ่บ้านเริ่มพูดเป็นภาษายะวี ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น ข้าพเจ้าจงใจไม่แปลกำกับด้วยคำบรรยายทั้งภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ผู้ชมนอกท้องที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดแม้แต่คำเดียว ก่อนที่ล่ามจะแปลให้ เพราะข้าพเจ้าจำได้ว่า ตอนที่ตกอยู่ในสภาวะนั้น เรารู้สึกท้วมท้นด้วยความแปลกแยกและความแตกต่างทางวัฒนธรรม มันทำให้เราเข้าอกเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าพื่นที่นี้ ในแง่ของศาสนาและภาษา เป็นเสมือนอีกประเทศหนึ่งจริงๆด้วย ในอีกทางหนึ่ง คำพูดภาษายะวีของเขาถูกใช้เหมือนดนตรีที่บรรเลงประกอบภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวและความอึดอัดใจของชาวบ้านที่ไม่กล้าพูด
เช่นเดียวกัน เสียงบทสวดเรียกให้คนมาสวดมนต์ที่เราได้ยินในห้องเปื้อนเลือดนั้น มีอยู่จริงในเทปดิบต้นฉบับ มันบังเอิญกำลังลอยล่องมาจากมัสยิดข้างๆในจังหวะนั้นพอดิบพอดี ข้าพเจ้าไม่ได้แต่งเติมเข้าไป แต่ได้ลากยาวขึ้นทับรอยตัดต่อช็อตต่อมา เพื่อความต่อเนื่องเท่านั้น
สรุปแล้วมันเป็นหนังที่แปลกมากที่จะตัดต่อ เทปดิบที่เราได้มานั้น มีความเป็นตัวของตัวมันเองที่แรงเสียจนไม่ยอมแบ่งเนื้อที่ให้เทปที่มาจากแหล่งอื่น มันไม่ยอมอยู่ร่วมบ้านกับข่าวโทรทัศน์หรือแม้กระทั่งภาพใบหน้าศพของคนที่ขาดใจตายในโศกนาฏกรรมที่ตากใบ ซึ่งอาจารย์ไกรศักดิ์ถ่ายเทปเก็บไว้ก่อนหน้านี้ เราไม่อธิบายสิ่งใดเลย ไม่มีแม้กระทั่งตัวหนังสือขึ้นมาบอกชื่อและตำแหน่งผู้คนในหนัง (ซึ่งใส่ไว้ตอนท้ายในช่วงเครดิตจบหนัง) เราตัดมันแบบหนัง ไม่ได้ตัดแบบสารคดีที่คนเคยชิน เพราะเราต้องการให้ พลเมืองจูหลิง เป็นประสบการณ์สำหรับคนดู ไม่ใช่ชั้นเรียน

สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์
ผู้ร่วมกำกับและตัดต่อ

-------------------------------------------


C I T I Z E N   J U L I N G

A documentary film by Kraisak Choonhavan, Manit Sriwanichpoom and Ing K

How did a young idealist, Buddhist art teacher Juling from the far north, end up lying comatose in a pool of blood at a village kindergarten school in the deep Islamic south?  Definitely not a straight enquiry into the Southern Unrest in Thailand, this strange documentary takes a deep-immersion trip into the country’s soul with all its surrealistic scenes.

Gujingluepa Village in Southern Thailand, near the Malaysian border.
 The 19th of May 2006 was a Friday, the Muslim holy day.  While all the men were gathered at the mosque, a group of village women went into the primary school and took two Buddhist teachers hostage.  They dragged them past the cemetery behind the mosque to the village child-care centre, where the two were locked up and savagely beaten.  When they were finally rescued three hours later, one of them was soaked in blood and in a coma.  The teacher’s name was Juling.
The Thai public, which had gone numb after nearly three years of almost daily bad news from the Muslim Deep South—of bombs and burnings; the assassinations of teachers, village heads and postmen; the beheading of Buddhist monks and rubber-tappers, the burning of schools—went into paroxysms of shock and outrage.  Not just because the two teachers were defenseless young women and their attackers were alleged to have been all women, but because of Juling herself.  As details of her idealistic young life and character continue to emerge, a great sadness has descended on both Muslim and Buddhist communities.  As Juling lies in ICU hooked up to life-support machines, the whole nation is praying for a miraculous recovery.

Juling, 26 , comes from a prosperous farming family in the far north, on the edges of the Golden Triangle at the other end of Thailand, some 1,500 miles from Gujingluepa.  Graduating at the top of her year at the teacher’s training college, she could have gone to teach anywhere, but she chose to serve “the reddest district in the reddest province” on the separatist-plagued border with Malaysia.  This while most teachers are begging to be transferred out of the south in fear for their lives.
Juling’s subject is art.  Why was she so severely beaten while the other teacher escaped with light injuries?  Did she offend Muslims by teaching their children the joys of figurative art, a thing forbidden by Islam? 





**************




“An intelligent and timely documentary…It is not an easy movie, but it is powerful and compelling, offering an unflinching and achingly human view of some of Thailand’s social conflicts…an intimate portrait of a society torn apart…” -Alexandra A. Seno- International Herald Tribune
...




“Humanist before it is political, soul-searching before it is Thaksin-bashing…[showing] us that the tragedy of being a Buddhist or a Muslim is sometimes not as bitter as the tragedy of merely being a citizen in this strange, deeply troubled land…The tapestry is rich and sad, revealing and perplexing…It will be no small injustice if the movie goes unseen by a wider audience.” -Kong Rithdee- The Bangkok Post
 





“Thailand’s insurgency gets stark treatment…[in] this marathon of national self-examination.” -John Krich- TIME Magazine
 







“Unlike most documentaries, the film has no explicit narrative, a deliberate technique adopted by the filmmakers who wanted the story to tell itself.” -Chawadee Nualkhair-Reuters

 




“An epic of the ordinary man, which would help the viewer understand contemporary Thailand better than any epic movie…Every Thai should see it.”  -citation for Thai Movie of the Year- Bioscope Magazine




 **************